เป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของนักการตลาด คงหนีไม่พ้นเรื่องสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้น หรือการขยายตลาดให้กว้างขึ้น แต่เป้าหมายนี้ก็ไม่ได้มาได้ๆง่ายอย่างที่ฝันนะคะ จากโอกาสที่ได้พบนักการตลาดในหลากหลายวงการ หลายครั้งที่ผู้เขียนเจอว่าเมื่อนักการตลาดอยากได้ยอดขายเพิ่ม บางคนอาจจะพยายามทุ่มเทเรื่องการตลาด การขาย การโฆษณาให้มากขึ้น หรือ พยายามพัฒนาสินค้าใหม่ๆไปเลย แต่ทั้งหมดนี้คือการทุ่มเทแบบไร้ทิศทางและคาดหวังว่ามันน่าจะได้ผล ทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าเราจะเพิ่มยอดขายได้อย่างไร? เอาลูกค้ามาจากที่ไหน? และทำไมเขาต้องมาซื้อเรา ?
ในความเป็นจริงนั้น ธุรกิจส่วนใหญ่มีการแข่งขันสูงในขณะที่ทรัพยากรของเรา (คน เวลา เงิน) มีจำกัด ดังนั้นถ้าเราขาดกลยุทธ์ที่ชัดเจนและแข็งแรงพอ เราอาจจะบรรลุเป้าหมายเรื่องยอดขาย ขยายตลาดที่เพิ่มขึ้นได้ยาก และหลายครั้งการทุ่มเทความพยายามแบบไร้ทิศทาง ก็ส่งผลเสียต่อธุรกิจด้วย ไม่ต่างจากการพยายามออกวิ่งโดยยังไม่รู้ว่าจะไปไหน จะวิ่งอย่างไร? และจะถึงเส้นชัยเมื่อไร? ดังนั้นนักตลาด
ต้องมีแผนการอย่างดี แล้วคุณจะมีชัยไปกว่าครึ่ง! วันนี้เรามาดูกันว่าเราสามารถเพิ่มยอดขาย ขยายตลาดอย่างมีกลยุทธ์ได้แบบไหนบ้าง อย่างแรกคือเราต้องคิดก่อนว่า“กลุ่มเป้าหมาย” ที่เราอยากได้เพื่อสร้างยอดขายให้มากขึ้นคือกลุ่มไหน?
1) เพิ่มยอดขายจากกลุ่มเป้าหมายเดิม คือ “ลูกค้าปัจจุบัน” (Current Customer) หลายครั้ง นักการตลาดมักลืมมองลูกค้าตัวเองในปัจจุบัน ที่มีอยู่ในมืออยู่แล้ว ซึ่งไ่ม่ต้องเสียงบประมาณเพิ่ม ในการเข้าถึงและการแนะนำแบรนด์ของเราใหม่เพราะเขารู้จักเราดีอยู่แล้ว เรามาลองสำรวจดูว่ามีโอกาสในการสร้าง Demand ใหม่ๆ ในลูกค้าของเรานั้นมีหรือไม่? มีวิธียอดนิยมมีอยู่ 3 แนวทางคือ
เพิ่มความถี่ในการซื้อหรือการบริโภค:
อันนี้ต้องศึกษาดูว่าปกติลูกค้าใช้สินค้าและบริการเราในโอกาสใดบ้าง แล้วยังมีโอกาสใดที่เราสามารถเข้าไปตอบโจทย์ชีวิตเขาเพิ่มได้ไหม เราจะสร้างความถี่นั้นได้อย่างไร เช่น
- พื้นฐานแรกเลยคือการสื่อสารให้กลุ่มเป้าหมายทราบว่า สินค้าหรือบริการของเราเหมาะกับโอกาสใด หรือใช้เวลาไหนเป็นสิ่งที่สำคัญ เช่น วีต้าพรุนสกัดเข้มข้น โฆษณาว่า “ไม่เข้มข้นเราไม่นอน” เป็นการสื่อสารให้ลูกค้ารู้ว่า ต้องดื่มวีต้าทุกวันก่อนนอนนะจ้ะ (อย่าดื่มแค่สัปดาห์ละครั้งละ!) อันนี้คือวิธีสอนลูกค้าอย่างแยบยล เพื่อให้เกิดการซื้อหรือบริโภคด้วยความถี่ที่มากพอให้ตลาดอยู่ได้
- ร้านS&P ในส่วนเบเกอรี่เคยมียอดขายเฉพาะช่วงเที่ยง บ่าย เย็นเป็นหลัก แต่ช่วงเช้าเป็นช่วงที่คนไม่ค่อยนึกถึง จนทาง S&P บางสาขาที่มีคนทำงานหรือนักศึกษาเยอะ ต้องมีการเอาโต๊ะมาวางหน้าร้าน (สาขาที่เป็น Stand Alone) เพื่อให้เบเกอรี่เป็นที่สะดุดตาและส่งกลิ่นหอมๆในตอนเช้า ให้คนหยิบซื้อง่ายๆในช่วงเวลาเร่งรีบ ยอดขายโดยรวมก็เพิ่มได้ทันทีจากลูกค้ากลุ่มปัจจุบัน
เพิ่มปริมาณการซื้อหรือการใช้ต่อครั้ง :อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ธุรกิจค้าปลีกนิยมใช้กันมาก คือสร้างให้เกิดการซื้อต่อครั้งให้มากที่สุด เช่น
- การซื้อเครื่องสำอางที่มียอดซื้อตามที่กำหนดแล้วให้ของแถมหรือให้ส่วนลดพิเศษ (อันนี้สารภาพว่าผู้เขียนโดนหลอกด้วยวิธีนี้อยู่บ่อยๆคะ)
- วิธีที่ร้านสะดวกซื้อ 7-eleven ต้องบอกลูกค้าทุกครั้งว่า “รับซาลาเปาขนมจีบไหมคะ” ก่อนเดินออกจากร้าน ก็เพื่อสร้างปริมาณการซื้อต่อครั้งให้มากขึ้นนั่นเอง
- อีกตัวอย่างคือเครื่องดื่ม Absolute Vodka ออก mobile application ที่ชื่อว่า Drinkspiration เพื่อสอนเคล็ดลับการทำ cocktails ชนิดต่างๆเป็น 100 สูตร ให้เก๋ๆ ดั่งมี bartender มืออาชีพมาคิดสูตรให้คุณเองเลย ดังนั้นจะเห็นว่า application แบบนี้จะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้ามีไอเดียในการนำสินค้าไปใช้บริโภคในหลากหลายรูปแบบมากขึ้นจึงเกิดการบริโภคในปริมาณที่มากขึ้นได้
Drinkspiration – A world-class bartender in your pocket
สร้างความต้องการใหม่ๆในกลุ่มลูกค้าเดิม: วิธีการนี้ คุณต้องศึกษาก่อนว่าลูกค้าปัจจุบันของคุณ มีความต้องการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของคุณหรือไม่ เพราะอาจจะเป็นโอกาสในการใช้จุดแข็งของคุณให้เกิดประโยชน์ด้วยการ สร้างสินค้าหรือบริการใหม่ๆที่สนับสนุนกันได้เช่น
- สถานีบริการน้ำมัน คือตัวอย่างที่ดี ในอดีตธุรกิจนี้ทำกำไรจากน้ำมันเป็นหลัก แล้วพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการการพักผ่อนระหว่างการเดินทาง รวมถึงการซื้อของกินของใช้ และบริการห้องน้ำ จึงเกิดการสร้าง Retails business และให้บริการที่ครบวงจรในสถานีบริการน้ำมันมากขึ้น จนมีการแข่งขันดุเดือด ปัจจุบันนี้กำไรของธุรกิจนี้จึงไม่ได้อยู่ที่แค่การให้บริการน้ำมันอีกต่อไป รายได้จาก Retail Business เยอะมาก
- อีกกรณีที่น่าสนใจคือ Health land สปาที่มีชื่อเสียงแบรนด์หนึ่งของคนไทยและเป็นที่ชื่นชอบของคนต่างชาติ เนื่องจากการให้บริการมายาวนาน จนเห็นโอกาสของธุรกิจใหม่ในลูกค้าเดิมของเขา นั่นคือการผลิต Personal product ภายใต้ Health land Brand เพื่อขายให้กับลูกค้าที่เข้ามารับบริการ Spa เห็นไหมคะ เขาเพิ่มยอดขายได้แบบไม่ต้องไม่ทำตลาดใหม่หรือหาลูกค้าใหม่ให้เหนื่อยเลย
2) เพิ่มยอดขายจากการดึง“ลูกค้าของคู่แข่ง” มาเป็นของเรา (Competitor’s Customer)
อีกกลุ่มเป้าหมายหนึ่งที่น่าสนใจคือ ลูกค้าของคู่แข่ง กลุ่มเหล่านี้ข้อดีคือ มีความต้องการสินค้าและบริการของ Category เราอยู่แล้วเพียงแต่มีเหตุผลบางอย่างที่เขาไม่ซื้อเรา ดังนั้นต้องไปศึกษาในเรื่องต่อไปนี้
- อะไรคือจุดอ่อน จุดแข็งของแบรนด์เราและของคู่แข่งขันในมุมของลูกค้าที่ใช้แบรนด์นั้นๆ
- แบรนด์ของคู่แข่งขัน ที่เราอยากดึงลูกค้าเขามาเป็นของเรา ควรจะเป็นแบรนด์ที่อยู่ในเกณฑ์ต่อไปนี้:
- มีจุดอ่อนมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกแบรนด์ (แสดงว่าลูกค้าเขาพร้อมจะปันใจให้แบรนด์อื่นๆ)
- เรามีจุดแข่งที่สามารถนำไปดึงดูดลูกค้าเขาได้โดยไม่ต้องใช้ทรัพยากรมากนัก
- แบรนด์นั้นต้องมีตลาดใหญ่พอควร
ยกตัวอย่าง เช่น
- การที่ยาสีฟัน Salt บอกว่าเค็มแต่ดี แต่คอลเกตบอกว่า เกลือของคุณ มีฟูลออไรด์หรือเปล่า? นี่คือสงครามแย่งลูกค้ากันนี่เอง
- แต่สงครามอีกอัน ที่น่าสนใจมากคือศึกระหว่างMcDonald’s ที่แข็งแรงด้านความเป็นคาเฟ่ และ Burger King ที่แข็งแรงด้านความเป็นเบอร์เกอร์ ซึ่งเขาก็เคยโฆษณาต่อสู้กับเพื่อแย่งชิงยอดขายมาแล้ว ดังนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครมีจุดยืนที่น่าสนใจกว่ากัน
The Directional billboard #McDriveKing
BURGER KING reveals the end of a McDonald’s commercial
3) เพิ่มยอดขายจาก “กลุ่มลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยอยู่ใน category นี้มาก่อน” หรือเรียกว่าคุณขยายตลาดใหม่ ไปยัง New Category User นั่นเอง
วิธีการขยายตลาด เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจคือ แบรนด์คุณอาจไม่ต้องไปแย่งลูกค้ามาจากคู่แข่งก็ได้ แต่คุณเป็นคนสร้าง Demand ใหม่ๆเองเลย โดยต้องมีการศึกษาตลาดหลายแง่มุม เช่น ศึกษาความต้องการที่ไม่ได้การตอบสนอง (Unmet needs) ของกลุ่มเป้าหมาย การเข้าใจเทรนด์ของตลาด การมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ที่แบรนด์อื่นๆยังมองไม่เห็น เช่น
- ธุรกิจโรงพยาบาล ที่ในอดีตเน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะคนที่เจ็บป่วยเท่านั้น ปัจจุบันตลาดที่น่าสนใจอย่างมากคือกลุ่มคนที่ไม่ป่วย เช่น บริการตรวจสมรรถภาพหรือพัฒนาศักยภาพร่างกายของนักวิ่ง (หนึ่งในกีฬายอดฮิตในตอนนี้) บริการด้านความงามและศัลยกรรม เป็นต้น
จากทั้ง 3 กลุ่มเป้าหมายที่เล่ามา จะรู้ได้ไงว่ากลุ่มเป้าหมายใดเหมาะกับการเพิ่มยอดขายของแบรนด์คุณมากที่สุด? คุณต้องลองพิจารณาว่ากลุ่มใดที่มีศักยภาพที่สุด โดยพิจารณาตามเกณฑ์ต่อไปนี้
- Low Resourceเป็นกลุ่มที่ใช้ทรัพยากรของคุณน้อยที่สุดในการได้มา เช่น คุณมีจุดแข็งที่สามาถตอบสนองกลุ่มนี้ได้อยู่แล้วหรือคุณไม่ต้องปรับเปลี่ยนหรือลงทุนอะไรมากเพื่อดึงคนกลุ่มนี้มาหาแบรนด์ของคุณ
- High Impactเป็นกลุ่มที่คุณสามารถสร้างอิิทธิพลต่อยอดขายได้ง่าย เช่นกลุ่มที่ลงมือทำการตลาดนิดเดียว กลุ่มเหล่านี้ก็จะรีบมาหาเราเลย เรียกว่าขโมยมาง่ายมาก อาจจะเป็นเพราะกลุ่มเป้าหมายนี้ไม่ค่อยพอใจกับสินค้าและบริการเดิมมากเท่าไรนัก หรือ อาจจะมีunmet needs หรือ pain points อยู่มากนั่นเอง
หวังว่าทั้งหมดนี้พอจะเป็นแนวทางให้นักการตลาดได้นะคะ การเข้าใจลูกค้าและเข้าใจตลาดเป็นพื้นฐานแรกที่คุณจะชนะการแข่งขันได้ ใครสนใจประเด็นนี้มาร่วมแนะนำและเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะคะ ขอให้สนุกกับการทำการตลาดค่ะ!
เขียนโดย บังอร สุวรรณมงคล
Insight and Strategy Expert
Related Posts
Ready to transform your strategy into impact? Let’s connect and build marketing that moves people and markets.
GET IN TOUCH WITH US
-
Address
3rd Floor, 888/8-9 Mahatun Plaza, Ploenchit Rd., Lumpini, Pathum Wan Bangkok 10330, Thailand
Located at antrance Side (3-story low-rise building, not the main tower) on the left-hand side when facing the entrance, next to “Pitapata Massage” Blue door, access via 3 short stairs
-
Phone Number
+66 87-715-4972 (For work only)
+662-115-3233 (For Direction)
-
E-mail
taninthorn@hmbmarketing.agency
