ขอเล่าต่อจากตอนที่แล้ว “ถอดรหัสจิตวิทยาผู้บริโภค ตอนที่1” http://shorturl.at/HJO24 ครั้งก่อนเราเน้นพูดคุยเรื่องกลยุทธ์ในตอนนี้เรามาดูกันเรื่องเทคนิคต่างๆเชิงจิตวิทยาผู้บริโภคบ้างนะคะ
1. The Decoy Effect
คือการตั้งราคาด้วยการมี “ตัวล่อ”ของราคาอยู่ ส่งผลให้ผู้ซื้อมีความเชื่อใน “คุณค่า” ที่มีต่อสินค้าของคุณแตกต่างกันออกไปเหมือนตัวอย่างด้านล่างนี้
ราคา ของการสมัครเพื่ออ่าน Content จาก นิตยสาร Economist
Option 1:
- A web-only subscription for $59 (สมัครแบบอ่านข้อมูลทางเวปไซต์เท่านั้น)
- A print-only subscription for $125 (สมัครแบบอ่านข้อมูลทางนิตยสารเท่านั้น)
Option 2:
- A web-only subscription for $59 (สมัครแบบอ่านข้อมูลทางเวปไซต์เท่านั้น)
- A print-only subscription for $125 (สมัครแบบอ่านข้อมูลทางนิตยสารเท่านั้น)
- A web + print subscription for $125 (สมัครแบบได้อ่านข้อมูลทั้งสองแบบ)
มีการสุ่มตัวอย่างเพื่อทดสอบสอง optionนี้(หรือคุณลองถามตัวเองเล่นๆก็ได้ว่าคุณเลือกแบบไหน ในแต่ละ Option)
- สำหรับ option1 คนส่วนใหญ่ จะเลือก A Web-only subscription เพราะราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับอ่านจากนิตยสาร
- แต่ในทางตรงข้าม Option 2 คนส่วนใหญ่จะเลือก รายการที่ 3 หรือสมัครแบบได้อ่านข้อมูลทั้งสองแบบ เพราะว่าตอนนี้ สมองของมนุษย์เริ่มทำงาน ด้วยการคำนวณความคุ้มค่า คือเอา 59+125 ซึ่งจะมากกว่า125 แน่นอน ดังนั้นการสมัครแบบทั้งสองสื่อ มันคุ้มค่ากว่ามาก(เรียกว่าแบบ Print เหมือนได้ฟรีเลย สำหรับราคานี้)
- ดังนั้นจิตวิทยานี้คือ The Decoy Effect คือ ราคาของ Print-only มีไว้เพื่อเป็นตัวเพิ่มคุณค่าให้กับ web+print เท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้ตั้งใจจะขายแบบที่เป็น Print-only เลย
- และด้วย option 2 นี้ทำให้ Economist สามารถขาย Content ได้ราคาที่สูงกว่าเดิมมากจาก 59 เป็น 125USD อันนี้เจ๋งไหมละ?
สิ่งที่น่าเรียนรู้คือ เราสามารถเปลี่ยนผู้ซื้อจาก “Bargain Hunter” มาเป็น “Value Seeker” ได้ หากเรามี Decoy ที่ดีและสามารถเพิ่มคุณค่าให้อีกทางเลือกที่เราตั้งใจขายจริงลองฟัง Dan Ariely อธิบายแนวคิดนี้ได้ที่คลิปนี้นะคะ
VDO: https://youtu.be/xOhb4LwAaJk
2. The Context Effect
เคยมีการทดสอบด้วยการนำ เพชรแท้ ไปขายในร้านท้องถิ่นที่ดูธรรมดา และเชิญเหล่าเศรษฐีในเมือง เข้ามาในร้านนี้ ที่ไม่มีการตกแต่งใดๆเลย ทุกคนสงสัยมากในคุณภาพและไม่ยอมซื้อในราคาที่ตั้งใจ จนเมื่อพิสูจน์ได้แล้วว่าเพชรแท้ ทุกคนก็ยังไม่ยอมซื้อในราคามาตรฐานอยู่ดี
จนมีการทดลอง นำเพชรชุดเดิม มาวางในร้านขายเพชรหรู เชิญเศรษฐีในระดับเดียวกันมาชมเพชรเหล่านี้ ทุกคนต่างแย่งซื้อเพชรกัน ถึงแม้เพชรนี้จะขายในราคาแพงกว่าเดิม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะ The Context Effect การซื้อของมนุษย์นั้น เกิดจากสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ทั้งหมดที่เขาได้รับด้วย
สิ่งที่เรียนรู้จากเคสนี้ คืออะไร?
ถ้าคุณอยากตั้งราคาสูง คุณต้องสร้างประสบการณ์ของสินค้าและบริการของคุณให้ดี ไม่ใช่เน้นขายแต่สินค้า คุณค่าของมันอยู่ที่สิ่งแวดล้อมและการออกแบบประสบกาณ์ทั้งหมดด้วย
- ทำไมนาฬิกาดีๆ จึงใส่กล่องที่ออกแบบอย่างประณีต แม้แต่ผ้าเช็ดนาฬิกา ยังมีกล่องใส่อย่างดีเลย
- ทำไมน้ำส้มในร้านอาหารดี จึงต้องมีส้มสไลด์ปักไว้
- ทำไมร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนมชั้นสูง เช่น Channel จึงต้องใส่ถุงมือและปลดกระดุมด้วยความพิถีพิถัน เมื่อให้ลูกค้าได้ลองชุด รวมถึงการบอกเล่า Story ของชุด ก่อนสวมใส่
ทั้งหมดนี้ คือการสร้าง The Context Effect นั่นเอง
3. The Effect of Choices
การมีตัวเลือกด้านราคาต้องมีการออกแบบอย่างมีศิลปะเพราะทุกอย่างแฝงไปด้วยจิตวิทยาผู้บริโภค ลองมาดูการทดลอง ของเบียร์ยี่ห้อหนึงกันนะคะ
ตัวอย่างที่1 : ด้านล่างนี้ ถ้ามีเบียร์ออกใหม่ โดยมีตัวเลือกด้านราคาเป็นแบบเบียร์ธรรมดา ราคา 1.80 USD แต่เบียร์พรีเมี่ยม ราคา 2.50 USD คนส่วนใหญ่จะเลือกแบบพรี่เมี่ยม มันดูคุ้มค่ากว่า
สิ่งที่น่าเรียนรู้คือ: คุณสามารถทำให้สินค้าอีกตัวขายดีได้ ด้วยการนำสิ่งที่ด้อยกว่ามาเทียบ เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้น ชอบการเปรียบเทียบมาก ถ้าคุณไม่มีตัวเทียบ (Anchor Price) เขาจะนำสิ่งอื่นๆจากประสบการณ์เขามาเทียบ ซึ่งคุณควบคุมไม่ได้ และคุณอาจดูด้อยค่ากว่า ดังนั้นคุณต้องสร้างตัวเทียบนั้นให้ลูกค้าเอง.

ตัวอย่างที่ 2: แต่ถ้ามีเพิ่มตัวเลือก โดยที่เป็นสิ่งที่แย่กว่า คือเบียร์ที่ถูกสุด ราคา 1.6USD ซึ่งเป็น Anchor Price ของการตั้งราคาครั้งนี้ เราจะพบว่ามันเป็นการวางตัวเลือกราคาที่ไม่ดีเลย
สิ่งที่เรียนรู้คือ: ตอนนี้เมื่อทุกคนไม่อยากซื้อของแย่สุด อย่างน้อยตัวกลางๆราคาแพงกว่านิดหน่อยเพื่อคุณภาพที่ดีกว่าเป็นทางเลือกที่ดีในเชิงจิตวิทยา กลายเป็นว่าร้านนี้ขายของได้ต่อครั้ง ราคาถูกลง กว่าตัวอย่างที่1 ดังนั้นคุณต้องวาง Anchor Price ดีๆ อย่าพลาดเหมือนกรณีนี้

ตัวอย่างที่ 3: คราวนี้ ถ้ามาลองเพิ่มเบียร์พรีเมี่ยมอีกขนาด ที่ราคาสูงสุด เหมือน choice กลางจะถูกเลือกมากขึ้น
สิ่งที่เรียนรู้คือ: ผู้บริโภคส่วนใหญ่อยากได้ของที่ดีที่สุดก่อน เพียงแต่อยากบริหารราคาด้วย ตัวเลือกตรงกลางในกรณีนี้จะดูคุ้มค่าที่สุด ดังนั้นการวางแผนสินค้าและราคาของคุณต้องพิจารณาถึงสิ่งนี้ด้วย ว่าเป้าหมายราคาที่คุณอยากขายคืออะไร และ จะใช้อะไรเป็น Anchor Price

หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อธุรกิจต่างๆบ้างนะคะ ท่านใดมีข้อแนะนำ อยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือเข้าใจเรื่องนี้เชิงลึก เพื่อออกแบบเพื่อกลยุทธ์ราคาของ Business คุณเอง คุยต่อได้ที่bangorn@HMBmarketing.agency
เขียนโดย บังอร สุวรรณมงคล
Insight and Strategy Expert
Related Posts
Ready to transform your strategy into impact? Let’s connect and build marketing that moves people and markets.
GET IN TOUCH WITH US
-
Address
3rd Floor, 888/8-9 Mahatun Plaza, Ploenchit Rd., Lumpini, Pathum Wan Bangkok 10330, Thailand
Located at antrance Side (3-story low-rise building, not the main tower) on the left-hand side when facing the entrance, next to “Pitapata Massage” Blue door, access via 3 short stairs
-
Phone Number
+66 87-715-4972 (For work only)
+662-115-3233 (For Direction)
-
E-mail
taninthorn@hmbmarketing.agency
