ผู้คนส่วนใหญ่มักคิดว่าคนที่ ประสบความสำเร็จ คนเก่ง หรือคนฉลาด นั้นคือคนที่เกิดมาอัจฉริยะ แต่คนเหล่านั้นหลายคนก็ไม่ได้เกิดมาเก่ง พวกเขาก็คือคนธรรมดาที่เป็น lifelong learner และหมั่นใช้สมองเป็นนิสัยและนิสัยนี้ได้สะสมและตกผลึกทำให้พวกเขาเป็นคนที่มีความคิดได้ลึกซึ้งและสามารถมีมุมมองที่กว้างกว่าคนทั่วไป
ทักษะการคิดก็นั้นเหมือนทักษะอื่นๆ เช่น วาดรูป หรือ กีฬา ที่ไม่ได้มีไว้ให้แค่คนอัจฉริยะแต่เราสามารถพัฒนาได้ ถ้าได้มีการสอนและหมั่นฝึกฝน ในหนังสือ The 5 Elements of Effective Thinking โดย 2 ศาสตราจารย์ Edward B Burger และ Michael Starbird ได้เขียนถึงวิธีที่เราสามารถพัฒนาทักษะการคิดให้มีประสิทธิภาพขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 elements
[ Earth ] – เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
หากเราอยากจะเป็นคนที่เชี่ยวชาญหรือเก่งในซักเรื่องเราต้องศึกษามันอย่างลึกซึ้งและมันสำคัญมากที่เราต้องเริ่มปูมาตั้งแต่เรื่องที่เป็น basic ดังนั้นอย่าให้อคติส่วนตัวเองมาตัดสินว่าเรารู้หรือเข้าใจแล้วแต่ต้องดำดิ่งให้รู้ลึกรู้จริงไปเลย
การศึกษาตั้งแต่ basic นั้นสำคัญมาก หากเราอยากเข้าใจไอเดียอะไรที่ซับซ้อนได้นั้นมันจำเป็นมากที่เราจะมีความรู้เบื้องต้นให้แน่นเสียก่อน นอกจากนี้การศึกษาตั้งแต่ basic จะทำให้เราสามารถคิดนอกกรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะเราสามารถเห็นถึงข้อจำกัดว่าทำไมบางไอเดียถึงไม่เวิร์กและเห็น room for improvement ในเรื่องนั้นๆอีกด้วย

การศึกษาอะไรซักอย่างให้รู้ลึกได้นั้น ผู้อ่านก็คงได้ยินมาก่อนหลายครั้งแล้วก่อนที่จะมาอ่านบทความนี้ แต่จะทำอย่างไรละ วิธีการที่จะช่วยให้ผู้อ่านศึกษาอะไรได้อย่างลึกซึ้งขึ้นที่จะแนะนำมีอยู่ 2 วิธีคือ
1. การไล่ layers ของ topic
เมื่อเราคิดจะศึกษาอะไรซักเรื่อง เราลองนึกถึงหัวข้อและคิดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหานั้น เช่น พอเราคิดถึงเรื่องการตลาด อาจจะเริ่มจาก product และเราอาจไล่ลงไปต่อได้ว่า product มีกี่ประเภท product strategy มีอะไรบ้าง และในระหว่างที่เรากำลังไล่ layers ลงไปเราอาจจะเจอเรื่องใหม่ที่เราไม่รู้ให้ศึกษาเพิ่มอีกได้เหมือนกัน
2. ทดสอบความรู้ของตนเอง
ทดสอบความรู้ของตนเอง นั้น เป็น exercise ง่ายๆที่เราสามารถ assess ความรู้ความเข้าใจของเราได้ ผู้อ่านคงเคยมีประสบการณ์ที่ต้องอธิบายอะไรซักอย่างหรือทำข้อสอบซึ่งผู้อ่านเองก็ค่อนข้างมั่นใจพอสมควรแต่พอถึงสถานการณ์จริงแล้วกลับไม่ได้ไหลลื่นอย่างที่คิด exercise นี้ก็เหมือนการจำลองสถานการณ์ดังกล่าว เราลองนึง topic ซักเรื่องนึงและลองเขียนทุกอย่างที่เรารู้โดยไม่มี external source อะไรเลย และลองดูว่ามีตรงไหนที่เรายังติดขัดหรือไม่สามารถอธิบายได้ไม่ดี
[ Fire ] – เรียนรู้จากความผิดพลาด
ในโลกนี้คงไม่มีใครชอบความผิดพลาดหรืออยากล้มเหลว ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะมนุษย์เราโดยปรกติแล้วมักจะหลีกเลี่ยงรู้สึกไม่ดีหรือสิ่งที่ทำให้รู้สึกคุกคาม (threat) ท่ามกลางความรู้สึกไม่ดีจากความล้มเหลวสิ่งที่สำคัญคือการสร้าง positivity จากความผิดพลาดนั้น ความผิดพลาดเองยังเป็นบทเรียนที่ดีเพราะมันจะชี้ให้เห็นว่าเราบกพร่องตรงไหนและชี้ให้เห็นว่าเราจะสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

วามผิดพลาดหรือความล้มเหลวเป็นสิ่งที่ต้องเจอเมื่อเราเจอความท้าทายใหม่ๆ วิธีที่เราจะเติบโตจากความผิดพลาดนั้น เราต้องหาข้อเรียนรู้จากความผิดพลาดมาปรับปรุง เราต้องบอกจุดบกพร่องออกมาเป็นจุดๆว่ามีอะไรที่ไม่ดี วิเคราะห์ ว่า ทำไมมันถึงไม่ดี ทำความเข้าใจมันให้มากขึ้น เพื่อ นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ผู้เขียนบทความเองเห็นว่าวิธีนี้นอกจากในการพัฒนาตนเองยังนำมาปรับใช้กับธุรกิจได้อีกด้วย
Case study: การเติบโตจากความผิดพลาดของ Toyota
ในช่วงปี 1980s รถที่ defect จากการผลิตมีเป็นจำนวนมากในโรงงานที่อเมริกา ซึ่งการแก้ปัญหามักจะเป็นที่ปลายเหตุ เช่น การสต็อกอะไหล่สำรอง หรือ เพิ่ม station เพื่อตรวจสอบ defect แต่ท้ายที่สุดแล้วกระบวนการผลิตก็ไม่ได้พัฒนาขึ้นอย่างจริงจัง
แต่ทว่า Toyota ที่เป็นบริษัทญี่ปุ่นมีวิธีการรับมือกับ defect ที่ต่างจากบริษัทอเมริกัน พวกเขามอง defect เป็นโอกาสในการเรียนรู้ที่จะพัฒนาการผลิตให้ดีขึ้น เมื่อเจอ defect โตโยต้าพยายามเข้าใจว่าต้นตอคืออะไร เรียนรู้สาเหตุของ defect และทดลองหาวิธีแก้ไขอย่างไรจนทำให้กระบวนการผลิตพัฒนาอย่างมาก
[ Air ] – เรียนรู้ที่จะตั้งคำถาม
มีผู้คนที่อึดอัดที่จะตั้งคำถามเพราะกลัวว่าจะทำให้ตัวเองดูเป็นคนไม่ฉลาดแต่ว่าการตั้งคำถามนั้นเป็นอีก step สำคัญสู่การเป็นคนที่ฉลาดขึ้น การเป็นคนช่างถามนั้นเป็น habit ที่ทำให้เรา open-minded ซึ่งจำเป็นมากสำหรับคนที่อยากจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆตลอด เมื่อเราพยายามตั้งคำถามจะทำให้เราได้ engage กับปัญหาหรือเรื่องที่เราอยากจะเข้าใจ ทำให้เกิดการ active-learning และการตั้งคำถามจะทำให้เราเข้าใจจุดที่เราขาดแคลนความรู้รวมถึงได้ความรู้หรือมุมมองใหม่ๆ

การตั้งคำถามนั้นเป็นสิ่งที่ดีแต่บางครั้งการตั้งคำถามที่ดีก็เป็นเรื่องยาก วิธีที่จะช่วยให้เราสามารถตั้งคำถามที่ดีนั้นเราควรโฟกัสที่ 3 อย่างดังต่อไปนี้ 1.) การตั้งคำถามในสิ่งที่เราไม่รู้ 2.) การตั้งคำถามเพื่อได้มุมมองที่ใหม่หรือกว้างขึ้น และ 3.) การตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์
1. การตั้งคำถามในสิ่งที่เราไม่รู้
จงคิดเสมอว่าอย่าพอใจในคำตอบง่ายๆ หลังจากที่เราถามเรื่องที่เราสงสัยแล้วเราควร engage กับคำตอบนั้นต่อและพยายามถามเพิ่มเพื่อให้คำตอบนั้นสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สมมติว่า เราถามลูกค้าว่าทำไมถึงไม่ซื้อแล้วได้คำตอบว่าแพง บางคนอาจพอใจแต่คำตอบแค่นี้ แต่ถ้าลองถามต่อว่าทำไมถึงรู้สึกว่าแพง ต้องมีอะไรที่ทำให้รู้สึกยอมจ่ายแพงขึ้น ฯลฯ
2. การตั้งคำถามเพื่อได้มุมมองที่ใหม่หรือกว้างขึ้น
นอกจากการถามเจาะลงไปในเรื่องที่เราสนใจเพื่อให้ได้คำตอบที่ลึกแล้ว เราสามารถเชื่อมศาสตร์ความรู้แขนงอื่น มาในคำถามได้ เช่น เราได้คิด marketing plan ที่สามารถตอบโจทย์การตลาดได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว เราอาจโฟกัสคำถามไปในส่วนของการเงิน ว่า ตอบโจทย์ในมุมนี้ไหม เพราะอะไร

3. การตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์
ส่วนใหญ่แล้วคนเรามักจะตั้งคำถามโดยโฟกัสไปที่เป้าหมาย แต่เราควร frame คำถามใหม่โดยโฟกัสที่ process หรือ the right issue แทน เช่น นักเรียนมักจะถามว่า ทำยังไงให้ปีนี้เรียนได้เกรดเยอะๆ ควรเปลี่ยนเป็นถามว่า ทำยังไงเพื่อจะเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้นหรือทำยังไงให้สื่อสารเนื้อหาและไอเดียของตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
[ Water ] – เข้าใจกระแสของไอเดีย
เวลาที่เราเห็นไอเดียเจ๋งๆ เรามักจะทึ่งว่าเขาคิดได้ยังไง แต่ทว่า หลายๆไอเดียหรือการคิดค้นที่เจ๋งๆนั้นถ้ามองย้อนกลับไปมาจากการต่อยอดความรู้หรือไอเดียมากมาย ดังนั้นเราควรศึกษาที่มาที่ไปว่าแต่ละไอเดียมันพัฒนามาได้อย่างไรเพื่อเข้าใจไอเดียนั้นอย่างลึกซึ้งและคิดต่อยอดว่าไอเดียนี้จะสามารถนำมาต่อยอดได้อย่างไร

การเข้าใจกระแสของความรู้นั้น เราต้องมองทั้ง 1.) ในสาขาของตัวเอง 2.) นอกสาขาหรือ industry ตัวเอง ถ้ายกตัวอย่าง อย่างการตลาดนั้น ที่เราเห็น framework ต่างๆมากมาย เราก็สงสัยว่าคนเหล่านั้นคิดกันได้ยังไง แต่ถ้าเราย้อนดูแล้วแรกเริ่มอย่างยุคแรกเริ่มก็จะมีแค่ 4Ps ที่โฟกัสไปที่แค่สินค้า แต่ในตลาดนั้นก็มีการพัฒนาเรื่อยเช่น ในการ tech และ data เข้ามาใช้งาน ดังนั้นการเรียนรู้แขนงใหม่ๆที่เกี่ยวข้องคือเรื่องใหญ่ของการรู้จริงในด้านนั้นๆ
อย่างที่เห็นว่า ไอเดียหรือความรู้ ในปัจจุบันมาจากการต่อยอดมาจากความรู้มหาศาลของคนรุ่นก่อนๆ ดังนั้นนอกจากการศึกษาที่มาที่ไปแล้ว เราต้องคิดต่อยอดไอเดียหรือความรู้ ปัจจุบัน ว่าจะนำปรับใช้หรือพัฒนาได้อย่างไร โดยที่เราสามารถคิดว่า
- ทำยังไงให้มันดีขึ้นกว่าเดิมหรือ
- คิดไอเดียที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่างเช่น iPhone รุ่นใหม่ที่ต่อยอดจากรุ่นเก่า หรือ จาก phone เป็น iPhone iPhone อาจดูเป็นอะไรที่ใหม่แต่เทคโนโลยีที่สร้าง iPhone ขึ้นมาแล้ว ล้วนเป็นเทคโนโลยีหรือองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วแต่เป็นการนำมาปรับใช้จนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา
[ Quintessential ] – การเปลี่ยนแปลง
มีประโยคนึงบอกว่า “เราในวันนี้คือคนละคนกับเมื่อวาน”เราต่างเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ตลอดเวลา การเรียนรู้คือการเดินทางที่ไม่มีจุดจบ ผู้คนมากมายมัวแต่โฟกัสที่จุดหมายจุดนึง

แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วเราคือ work in progress ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นจงพยายามเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมเรื่อยๆ การหมั่นลงมือทำและฝึกฝนทั้ง 4 elements จะเป็น tools ที่ช่วยให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นคนที่มีวิธีคิดที่คมขึ้นอย่างแน่นอน
ขอให้ทุกคนสนุกกับการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองนะคะ
Related Posts
Ready to transform your strategy into impact? Let’s connect and build marketing that moves people and markets.
GET IN TOUCH WITH US
-
Address
3rd Floor, 888/8-9 Mahatun Plaza, Ploenchit Rd., Lumpini, Pathum Wan Bangkok 10330, Thailand
Located at antrance Side (3-story low-rise building, not the main tower) on the left-hand side when facing the entrance, next to “Pitapata Massage” Blue door, access via 3 short stairs
-
Phone Number
+66 87-715-4972 (For work only)
+662-115-3233 (For Direction)
-
E-mail
taninthorn@hmbmarketing.agency
